11 comments on “บทวิจารณ์หนัง : In Time เวลาคือเงินตรา เวลาคือชีวิต โดย ChamanBlog

  1. เห็นด้วยหลายประการ แต่ตอนดูผมคิดว่าข้อมูลหลายอย่างที่ไม่เปิดเผยนั้นเป็นความตั้งใจที่จะละไว้(ในฐานที่…ให้สงสัยเอา)

    เรื่องแรงจูงใจแรกเริ่มผมว่าเด่นชัดและแรงพอตรงที่ว่า เหตุการณ์ก่อนจะจากแม่นั้น มีความเป็นอยุลำบาก เมื่อได้เวลามาเป็นร้อยปี ความหวังทุกอย่างที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น(โครตผุดขึ้นมา) แต่กลับต้องเสียแม่ไป(แบบฉิวเฉียด)เพราะระบบบ้าๆ(ขึ้นค่าครองชีพทุกวัน [เพื่อให้แน่ใจว่ามีคนตายทุกวัน {หนังบอกอยุว่าต้องจำกัดอายุคนเพื่อป้องกันประชากรล้นโลก นั่นจึงเกิดระบบเวลาขึ้น}])
    ผมว่าแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้ตัวละครทำอะไรก็ได้ เพราะสิ่งสุดท้ายที่เขาจะเสียได้ มันเสียไปแล้ว (ไม่มีอะไรจะเสีย)

    เรื่องไม่มีคนคุ้มกันก็เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ผมเห็นว่ามันอาจเป็นเรื่องของธรรมชาติในโลกของin time เพราะทุกคนในเรื่องโครตจะรักชีวิตของตัวเอง ถ้าทำผิดจะต้องไปใช้เวลาที่เหลือในคุก ไม่ก็ต้องตาย เลยมองว่าเป็นความประมาทไม่คิดว่าใครจะกล้าทำอะไรบ้าๆแบบพระเอก ดุTime keepperยังไม่กล้ากระโดดหน้าต่างเลย เหมือนกลัวว่าถ้าเกิดผิดพลาดเพียงเลกน้อยอาจตายได้ทั้งๆที่ยังมีเวลาเหลืออยุ

    สุดท้ายผมดุโดยมองในมุมมองของin timeแล้วเข้าใจในคำถามหลายอย่างที่ผุดขึ้นระหว่างชม พุดง่ายๆก็คือ ธรรมชาติในโลกที่ทุกคนเสี่ยงชีวิตอยุทุกวันนั้นเราไม่อาจหยั่งรุได้ ผมจึงทำความเข้าใจว่าสิ่งต่างที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติของคนที่อยุในโลกแบบนั้น เราจึงไม่อาจนำมาตราฐานปกติวัดได้ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความสมเหตุสมผลบางประการ (เพราะนั่นอาจเป็นความสมเหตุสมผลของโลกใน in time) ผมคิดอย่างงั้น

  2. ดูหนังจะเล่นประเด็นความเห็นแก่ตัวของคนในโลกอนาคตมากๆ ตอนที่แม่นางเอกจะตายยังไม่มีใครคิดจะช่วยเลย เหมือนว่าทุกคนมองว่าคนตายเพราะเวลาหมดนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่อีกนัยก็คิดได้ว่าการเอื้อเฟื้อกัน คือการบั่นทอนชีวิตตัวเอง ตอกย้ำเรื่องของความรักชีวิตของคนในโลกแบบนั้น หลายสิ่งหลายอย่างก็เลยไม่สมเหตุสมผลในโลกของเรา แต่นั่นมันเด่นชัดที่สุดในโลกของ intime

  3. เป็นภาพยนตร์ที่ดีในด้านที่ทำให้เกิดการจินตนาการตามแม้จะดูจบแล้วไปสองสามวันก็ยังคงคิดกลับถึงเหตุการณ์และแง่คิดในบางอย่าง แต่การเปิดตัวฉากสำคัญตอนแรกทำให้คาดหวังไว้สูงว่าจะเป็นหนังแนวชีวิตหรือได้แง่คิดที่ลึกซึ้งในแบบที่ต้องกล่าวว่า คิดได้ไงเนี่ยย… แต่นั่นก็ไม่ใช่ซะหมด ฉากแอคชั่นมาบดบัง เนื้อเรื่องดำเนินซ้ำๆๆไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังทำให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นและคอยลุ้นจนตัวโก่งอยู่ไม่น้อย การพจญภัยในเนื้อเรื่องส่วนใหญ่มาบดบังจุดประสงค์จริงของเรื่องไป แต่นั่นทำให้เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื้อเรื่องใหญ่เกินจะทำให้ซึ้งได้ภายในภาคเดียว ต้องมีภาคสองหรือสามตามมาอย่างแน่นอน ต้องติดตามและนับถอยหลังเวลาต่อไป

  4. อย่างแรก : ชอบ Concept หนังครับ ที่หยิบยกเอาเรื่องของเวลามาตัวดำเนินเรื่อง(ทำได้ไม่ได้คืออีกเรื่องหนึ่ง)
    ซึ่งทำให้ได้คิด 2 ประเด็นที่เปรียบเทียบกันระหว่างคน 2 กลุ่ม(ชนชั้น) คือคนที่มีเวลามากพอ เขามีชีวิต(ยุ่งยาก ต้องมีบอดี้การ์ด ระแวงระวังภัย ใจไม่สงบสุข เนื่องจากความกลัวการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น) กับ คนที่่มีเวลาน้อย แบบวันต่อวัน ซึ่งเวลามีค่าอย่างมาก เมื่อมีเวลามากก็คือมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งจะสามารถทำสิ่งที่อยากได้เพิ่มขึ้น
    ดังนั้น จากข้อนี้อาจสามารถบอกได้ว่า เวลาคือดาบสองคม หากมีมากไปก็อาจเป็นภัยแก่ตัวและคนรอบข้าง หากมีน้อยไป แล้วไม่คิดวางแผนการใช้ชีวิต ก็อาจแดดับได้ทุกเมื่อเชื่อวัน

    อย่างที่ 2 : หลายอย่างไม่สมเหตุสมผล เช่น
    – นักธุรกิจ(พ่อนางเอก) ที่บทพยายามจะบอกว่าเป็นคนที่รักและห่วงใยลูกสาว(นางเอก) มาก แต่เมื่อถึงคราวที่พระเอกจับตัวนางเอกเพื่อเรียกค่าไถ่ พ่อนางเอกกลับไม่ยอม ทั้งที่ก็รู้ว่ามีกลุ่มคนที่คอยลักลอบปล้นเวลาอยู่

    – การกระทำของพระเอก(ที่บอกประมาณว่า “ผมจะไปเอาทุกอย่างที่พวกมันเอาไปกลับคืน”) หากจะทำให้ได้แรงกระตุ้นที่มากพอ นอกจากประเด็นเรื่องที่แม่ตาย อันเป็นผลสืบเนื่องจากการขึ้นค่ารถเมล์แล้ว มีประเด็นเรื่องพ่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่หนังไม่ได้ให้รายละเอียดอะไร จึงชวนให้คิดว่า หากให้รายละเอียดอีกหน่อยว่าพ่อพระเอก มีบทบาทอย่างไรในอดีตที่ผ่านมา จะเป็นแรงผลักอีกอย่างให้พระเอกมีปฏิบัติการ อีทั้งหากให้รายละเอียดความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับคนจนให้มากกว่านี้ ก็จะเป็นแรงส่งอีกตัวให้พระเอกลงมือกระทำการ

    อย่างที่ 3 : หนังได้เริ่มต้นเรื่อง โดยเล่าที่มาที่ไปประมาณว่า “เมื่อมนุษย์ถูกตัดแต่งยีนส์ ให้มีอายุได้เพียง 25 ปีเท่ากัน…. หากอยากมีอายุที่มากกว่านั้นก็ได้ แต่ต้องซื้อ” อันนี้ผมว่าน่าจะเป็นคำตอบให้กับคนดูได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหนังอาจไม่จำเป็นต้องบอกถึงวิธีการว่าทำอย่างไรหรืออาจบอกก็ได้ เพราะหนังได้บอกเป้าหมายของการตัดแต่งยีนส์มนุษย์อยู่แล้วว่า “เพราะต้องการควบคุมจำนวนประชากรโลก”

    อย่างที่ 4 : หนังได้ชี้ให้เห็นความไม่เป็นธรรมของสังคมหลายอย่าง ไม่ว่ายุคไหนๆ คนรวยย่อมเป็นผู้มีบารมีต่อการวางนโยบายความเป็นไปของโลก…เช่น
    – ผู้กำหนดกลไกต่างๆ ของผู้คนบนโลกคือ “คนรวย”
    – คนจน คือ ผู้ผลิตแต่กลับไม่ค่อยได้มีเวลาเสพ สมกับเวลาและแรงงานที่ใช้ไป
    – คนรวย คือ ผู้กอบโกยดอกผลอันเกิดจากแรงงานของผู้ที่ตนเองเรียกว่า ต่ำชั้นกว่า
    – Etc.

    อย่างที่ 5 : ได้ปรัชญาชีวิตกลับมาขบคิดต่อครับว่า
    – ระหว่างคนที่อายุ 100 ปี /คนที่อายุ 30 ปี / คนที่อายุ 500 ปี/ คนที่อายุ … มีเวลาเหลือเพียง 1 วันเท่ากัน เขาเหล่านั้นหรือหากเราเป็นเขาเหล่านั้น เราเลือกจะทำอะไร (ณ ที่นี้คือ หากเราไม่สามารถต่อเวลาได้แล้ว)
    – การมีเวลาเป็นชีวิต ทำให้เราสามารถกำหนดอนาคตเราได้ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลา เช่น อยากละโลกเมื่อไหร่ก็ได้
    – เราสามารถเลือกที่จะตายพร้อมกันกับคนที่เรารักได้ โดยวิธีการถ่ายโอนเวลาให้เท่ากัน (อันนี้ผมชอบครับ) ซึ่งแน่นอนว่า เราสามารถพิสูจน์รักแท้ให้กันได้(พร้อมที่จะตาย หรือเสียสละเวลาให้กันและกันได้มากน้อยแค่ไหน)

    อย่างที่ 6 : คุณว่า จะมีภาคต่อไปหรือไม่ ….สำหรับผม ผมว่าน่าจะมีครับ …เพราะมีหลายประเด็นที่ผู้สร้างสามารถหยิบขึ้นมาสานต่อได้….

    • บทพ่อนางเอกดูไม่ค่อยบอกเลยนะครับว่ารักลูก ที่คอยปกป้องเหมือนจะเป็นไปตามปกติของคนเป็นพ่อ แต่พอถูกบีบเลยทำให้เห็นว่าที่แท้อะไรสำคัญกับเขากันแน่ ดูก็เฉยๆไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวกับเรื่องสมเหตุสมผลรึป่าว ถ้าเป็นผม ผมทำแบบนั้นคงคิดว่าถ้าเรามีเวลาอยู่มาก จะมีลูกอีกร้อยคนก็ยังได้ บทของคนเห็นแก่ตัวล่ะมั้งเลยทำอะไรไม่เข้าท่า

  5. ผมคิดว่าหนังเรื่อง In Time ได้อารมย์และความรู้สึกอย่างมาก

    อย่างเช่นตอน ที่แม่พระเอก กำลังวิ่งกลับบ้านเพราะไม่มีเวลาจ่ายค่ารถเมย์ [ทำให้รู้ถึงความเห็นแก่ตัว]

    วิ่งมาจนพบกัน กับพระเอกแล้วก็ตาย ทำให้ผมเศร้ามาก

    อีกตอนหนึ่ง ตอนที่พระเอกไปเอาเวลาที่รถของ time keeper แล้ววิ่งกลับมาหานางเอก ทันพอดี

    ทำให้ผมดีใจอย่างมาก แต่ถ้าหนังทำให้วิ่งกลับมาไม่ทันเหมือนอตนที่วิ่งไปหาแม่ ผมว่าผมต้องร้องไห้แน่ๆ

    โดยภาพรวม ผมว่าหนังทำออกมาดีมากเลย ปล. รอซื้อแผ่นแท้เก็บไว้ ของเขาดีจริง

  6. ผมรู้สึกว่าเป็นหนังดีครับ ส่วนนึงที่ทำให้อินมากคือพึ่งไปอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจมา ได้เห็นสิ่งที่ประเทศมหาอำนาจทำกับเราไว้ เพื่อนๆลองอ่านก่อนไปดูเผื่อจะอินแบบผม^^

  7. ไม่รู้จะคอมเม้นท์อะไร แค่จะบอกว่า ชอบหนังเรื่องนี้มาก เพราะทุกวันนี้ รู้สึกว่ามีเวลาทำอะไรต่ออะไรน้อยเหลือเกิน น่าแปลก ทั้งๆ ที่มี 24 ชม. เท่ากันในแต่ละวัน

    ดังนั้นเมื่อรุ้สึกว่ามีอะไรหรือใคร มาทำให้ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ จะโมโหมาก ก็จะนึกถึงหนังเรื่องนี้ทันที

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s